บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ความเป็นจริง (reality) ของศาสนาพุทธคืออะไร?

เมื่อใช้ความหมายของความเป็นจริง (reality) ศาสตร์ตะวันตกเป็นเกณฑ์หลัก ความเป็นจริงของศาสนาพุทธก็ควรจะเป็นเรื่อง นรก สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม การเวียนว่ายตายเกิด กรรม ฯลฯ เป็นต้น เพราะ เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเหตุเบื้องหลังของปรากฏการณ์ของชีวิตมนุษย์ในโลก

เมื่อถึงตอนนี้ ก็แสดงได้ว่า ความเป็นจริง (reality) ของศาสนาพุทธนี้  ศาสตร์ตะวันตกทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญาไม่สามารถเข้าไปรับรู้ได้แน่ๆ

แล้วความเป็นจริง (reality) ของศาสนาพุทธดังกล่าวนี้  ถูกอำนาจทางวิชาการของทางตะวันตกปฏิเสธเอาดื้อๆ ว่าไม่มี  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มีอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นเพียงกุศโลบายของพระพุทธเจ้า เพื่อต้องการให้คนทำความดีเท่านั้น

ถ้าเปรียบเทียบองค์ความรู้ของศาสนาพุทธกับศาสตร์ตะวันตก ในประเด็นที่เข้าไปรับรู้ความเป็นจริง (reality) ก็จะเริ่มเห็นความแตกต่างขององค์ความรู้ทั้ง 2 รูปแบบนี้ ได้ชัดเจนขึ้น

4) ความจริงขั้นสุดท้าย (ultimate truth)

พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า  ปรมัตถสัจ [2], อันติมะสัจ หมายถึง ความจริงขั้นสุดท้าย เช่น พระเวทของฮินดู

สำหรับ ความจริงขั้นสุดท้าย (ultimate truth) นี้ มุ่งหมายไปที่ข้อความของภาษา ขอให้สังเกตความหมายของคำว่า truth ดังนั้น จึงหมายถึง ความศักดิ์สิทธิ์ ของคัมภีร์

ความหมายของคำนี้ ผมเห็นว่า ไม่มีในศาสนาพุทธเพราะ ในพระไตรปิฎกนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระวินัย พระสูตร หรือพระอภิธรรม พุทธศาสนิกชนเห็นว่า มีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากัน

ส่วนกรณีที่เป็นตำราที่ใช้อธิบายพระไตรปิฎก เช่น อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และคำอธิบายของพระภิกษุต่างๆ นั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งไม่ใช่ในความหมายของคำๆ นี้

ส่วนคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จำนวน 4 คัมภีร์นั้น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูถือว่าคัมภีร์พระเวทมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคัมภีร์อื่น

5) ความเป็นจริงสูงสุด (ultimate reality)

พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า  ความเป็นจริงอันติมะ หมายถึง ความเป็นจริงขั้นสูงสุด เช่น น้ำในปรัชญาของทาเลส (Thales) ปรมาตมันในปรัชญาฮินดู

คำว่า ความเป็นจริงสูงสุด (ultimate reality) ถ้าจะเทียบกับพุทธเถรวาทก็คือ นิพพานนั่นเอง

6) สัจจะ

คำว่า สัจจะในพจนานุกรมแปลว่า ความจริง

เมื่อเปรียบเทียบคำว่า สัจจะของศาสนาพุทธกับคำที่เกี่ยวกับ จริงของปรัชญาตะวันตก จะเห็นได้ว่า คำที่เกี่ยวกับ จริงในพุทธเถรวาทมีคำเดียวคือ สัจจะถ้าจะใช้ในความหมายอื่น เราจะใช้คำอื่นๆ มาขยาย หรือมาประกอบให้เป็นคำใหม่ขึ้นมา เช่น อริยสัจ เป็นต้น

สำหรับคำที่เกี่ยวกับ จริงของปรัชญาตะวันตกจะมีรากศัพท์ 3 คำคือ fact, truth และ reality  เมื่อมีความหมายอื่นๆ นอกเหนือจากความหมายของคำทั้ง 3 คำเหล่านั้น ก็จะนำคำมาขยายหรือประกอบใหม่ให้มีความหมายแตกต่างไป เช่น ultimate truth และ ultimate reality ดังได้กล่าวมาแล้ว

สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยจำนวนมาก ในเรื่องที่เกี่ยวกับ สิ่งที่จริงของปรัชญาตะวันตกก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) ความจริง (truth) และ ความเป็นจริง (reality)

ความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) กับความจริง (truth)

ความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) กับความจริง (truth) ไม่ค่อยจะมีปัญหามากนัก เพราะมีเหตุการณ์ยืนยันอยู่

ขอยกตัวอย่างประกอบ ดังนี้
สมมุติว่า นายแดงเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งของสายการบินวันทูโก (One to go) ที่เกิดอุบัติเหตุลื่นไถลบนรันเวย์ทำให้ผู้โดยสารตายไปเกือบร้อยคน เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็เป็น ข้อเท็จจริง (fact)

เมื่อนายแดงมาเขียนหรือเล่าให้คนอื่นฟัง ข้อเขียนหรือคำเล่าของนายแดงก็เป็นความจริง (truth)

เรื่องนี้เป็นปัญหาน้อย เพราะ ถ้านายแดงเล่าหรือเขียนไม่ตรงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็อาจจะตรวจสอบได้จากคนอื่นๆ

ผู้อ่านบางท่าน อาจจะคิดว่า ผมเพี้ยนหรือยังไง ที่กล่าวว่า นายแดงอาจจะเล่าหรือเขียนเหตุการณ์ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง (fact) ที่เกิดขึ้น ก็นายแดงแกก็ลื่นไถลไปพร้อมๆ กับเครื่องบิน

ผมขอยืนยันว่า นายแดงไม่มีโอกาสทราบทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเป็นเด็ดขาด นายแดงจะทราบเหตุการณ์ที่นายแดงประสบอยู่เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยแล้ว  สถานการณ์ของตัวเอง บางทียังรับรู้ได้ไม่ถึง 50%

ในกรณีที่เป็นสถานการณ์ของคนอื่นๆ  ถ้าไม่อยู่ในขอบเขตสายตาของนายแดง นายแดงไม่มีโอกาสจะรู้ได้เลย

หนทางที่นายแดงจะรู้ได้ก็คือ จากการสอบถามผู้อื่น ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง (fact) แล้ว แต่กลายเป็นความจริง (truth) แล้ว อาจจะเป็นความจริง (truth) ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง (fact) เลยก็อาจจะเป็นได้

จะเห็นว่า ถ้าเป็นกรณีความจริง (truth) ที่ตรงกับข้อเท็จจริง (fact) แล้ว ปัญหามีไม่มาก แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความจริง (truth) กับ ความเป็นจริง (reality) นี้แตกต่างออกไป

เพราะมีปัญหามาก เนื่องจากนักปรัชญาตะวันตกยอมรับว่า มีปรากฏการณ์ที่เป็นความเป็นจริง (reality) อยู่ แต่ไม่แน่ใจว่ามนุษย์จะสามารถเข้าถึงปรากฏการณ์ที่ว่านี้ได้หรือไม่

ความเป็นจริง (reality) ในทางศาสนาพุทธ ผมได้อธิบายไปแล้วว่า องค์ความรู้ของทางศาสตร์ตะวันตกไม่มีทางรับรู้ได้แน่นอน

หลักฐานที่สนับสนุนข้อเขียนของผมอย่างชัดเจนก็คือ ในทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาตะวันตก ปฏิเสธไปแล้วว่า  นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ฯลฯ ไม่มีจริง

ในกรณีที่เป็น ความเป็นจริง (reality) ในทางฟิสิกส์ใหม่นี้  ผมเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์อาจจะ รู้ได้ว่า ความเป็นจริง (reality) นั้นมีอยู่ แต่รู้โดยทางอ้อมเท่านั้น  ไม่สามารถเข้ารับรู้ความเป็นจริง (reality) เหล่านั้นได้

ยกตัวอย่างเรื่องแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งของไอน์สไตน์ก็ได้

เมื่อไอน์สไตน์แกคิดออกแล้วว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง แถมบอกด้วยว่า ให้ไปพิสูจน์ตอนที่เกิดสุริยุปราคา แกบอกด้วยว่า แสงจะโค้งไปกี่ฟิลิปดา

เซอร์เอ็ดดิงตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นคนไปพิสูจน์ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ โดยใช้วิธีการถ่ายภาพดวงดาว ก่อนและหลังการเกิดสุริยุปราคา ซึ่งก็พบว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบภาพถ่ายทั้ง 2 ภาพแล้ว ถ้าตำแหน่งของดวงดาวในภาพนั้น แตกต่างกัน คือ เปลี่ยนที่ไปก็แสดงว่า ทฤษฎีของไอน์สไตน์ถูกต้อง

ไอน์สไตน์ก็เริ่มดังมาตั้งแต่นั้น คือ หลังจากเสนอทฤษฎีไปแล้วประมาณ 10 กว่าปี ก่อนหน้านั้น ยังไม่ค่อยมีใครเชื่อถือไอน์สไตน์มากนัก

เมื่อเซอร์เอ็ดดิงตันนำเสนอภาพถ่ายพร้อมกับคำอธิบายในที่ประชุมเพื่อยืนยันว่าแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งจริง นั่นก็แสดงว่า เซอร์เอ็ดดิงตันกำลังเสนอความจริง (truth) ที่ตรงกับความเป็นจริง (reality)

ตรงนี้ผู้อ่านอาจจะเริ่มสงสัยผมอีกแล้วว่า ตัวอย่างเรื่องเครื่องบินวันทูโก ผมบอกว่า ประเด็นนั้น นายแดงเสนอความจริง (truth) ที่ตรงกับข้อเท็จจริง (fact) แต่ในเรื่องนี้ เหตุการณ์ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน แต่ทำไมผมถึงบอกว่า เซอร์เอ็ดดิงตันกำลังเสนอความจริง (truth) ที่ตรงกับความเป็นจริง (reality)

ผมมีเหตุผลของผมดังต่อไปนี้

ในกรณีนี้ ถ้าผู้ช่วยของเซอร์เอ็ดดิงตันมาแสดงภาพถ่ายในการทำงานของเซอร์เอ็ดดิงตันว่า ตั้งกล้องยังไง ถ่ายยังไง วัดแสงยังไง ถ่ายแล้วเก็บฟิล์มยังไง ขนย้ายฟิล์มยังไง  ในกรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ช่วยของเซอร์เอ็ดดิงตันก็เสนอความจริง (truth) ที่ตรงกับข้อเท็จจริง (fact)

ในกรณีของเซอร์เอ็ดดิงตัน ท่านเซอร์ท่านเสนอว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้งนะครับ ผมอยากจะถามว่า ใครเคยเห็นแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งบ้าง???

แสงเดินทางเป็นเส้นโค้งนี่เป็นความเป็นจริง (reality) ไปแล้ว ในยุคฟิสิกส์ใหม่นี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่มีใครเห็นแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งบ้าง แม้กระทั่งตัวของไอน์สไตน์เองก็ตาม

ในรูปถ่ายนั้น เราจะเห็นแต่ภาพของดวงดาวกับภาพของดวงอาทิตย์ ส่วนแสงสว่างนั้น เราจะเห็นเต็มภาพไปหมด ถ้าถ่ายภาพก่อนการเกิดสุริยุปราคา

ถ้าถ่ายภาพขณะที่เกิดสุริยปราคาเต็มดวง เราก็จะเห็นภาพดวงดาว แต่ไม่เห็นแสงสว่างเลย ยกเว้นแสงของภาพดวงดาว แล้วใครจะเห็นว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้งบ้าง

จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น สรุปได้ว่า ความเป็นจริง (reality) ในทางวิทยาศาสตร์นี้ มีความเป็นจริง (reality) เป็นจำนวนมากเลย ที่นักวิทยาศาสตร์ได้แต่เพียง รู้เท่านั้น แต่ไม่มีใคร เห็น

ยกตัวอย่างอีกสักเรื่องก็ได้

เอาเรื่องใกล้ๆ ตัวก็ได้คือ เรื่องของคลื่นโทรทัศน์หรือคลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นคลื่นไฟฟ้า

คงมีคนเป็นจำนวนน้อยมากในยุคปัจจุบันนี้ ที่ไม่เคยดูโทรทัศน์และไม่ได้ฟังวิทยุมาเลย  ถ้าจะมี ก็น่าจะเป็นคนที่พิการทั้งทางตาและทางหู คือ ทั้งหูหนวกและตาบอด  ถ้าเป็นคนปกติก็คงจะต้องเคยดูโทรทัศน์และฟังวิทยุกันมาอย่างแน่นอน

ทั้งๆ ที่ได้เคยดูภาพจากโทรทัศน์และฟังเสียงจากวิทยุมาเป็นระยะกันนานๆ บางคนก็ตั้งแต่เป็นเด็กทารกจนกระทั่งแก่  ผมขอยืนยันว่า ไม่มีใครในโลกนี้ เคยเห็นคลื่นวิทยุและคลื่นโทรทัศน์ แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์เอง

เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงภาพของคลื่นที่คล้ายๆ กับคลื่นของน้ำนั้น เป็นภาพที่เครื่องแสดงให้ดูนะครับ ไม่ใช่ภาพของคลื่นจริงๆ ในความเป็นจริง คลื่นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน

ตัวอย่างนี้ก็เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นจริง (reality) ในทางวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมาก ที่นักวิทยาศาสตร์ได้แต่เพียง รู้เท่านั้น แต่ไม่ เห็น

ที่อธิบายที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องของฟิสิกส์ใหม่  ในความคิดความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ในยุคเก่าแล้ว สิ่งที่เป็นความเป็นจริง (reality) ในทางศาสนาพุทธนั้น ซึ่งก็คือเรื่อง นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ฯลฯ ถูกปฏิเสธไปหมด

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความเป็นจริง (reality) ในทางศาสนาพุทธนั้น พุทธวิชาการของไทยไม่ยอมรับว่ามี หรือ ไม่เป็นจริง มีไว้เพื่อเป็นกุศโลบายให้คนทำความดี เพราะ ไปเชื่อวิทยาศาสตร์เก่ามากกว่า

ในกรณีที่เป็น ความเป็นจริง (reality) ในทางฟิสิกส์ใหม่นี้  ถ้าถามผมว่า ในการปฏิบัติธรรมเราสามารถเข้าไปรับรู้ได้หรือไม่ กล่าวคือ เราสามารถปฏิบัติธรรมจนเห็นแสงเดินทางเป็นเส้นโค้งได้หรือไม่  เราสามารถปฏิบัติธรรมจนเห็นคลื่นไฟฟ้าได้หรือไม่

ตอบอย่างซื่อๆ  ผมก็จนปัญญาเหมือนกัน  ตอบไม่ได้  ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า

...........................................
อ้างอิง
[2] คำว่า ปรมัตถสัจจะนี้ พุทธวิชาการที่เชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนาได้นำเข้าใจอธิบายและตีความพระไตรปิฎก เพื่อให้ผิดเพี้ยนไปตามความเชื่อของตน  ขอให้อ่านบทความ เรื่อง สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะในบล็อกของผู้เขียน...

บทความในชุดเดียวกัน



ความหมายของ “จริง” ต่างๆ

วิทยาศาสตร์ทั้งเก่าและฟิสิกส์ใหม่มีต้นกำเนิดมาจากปรัชญาตะวันตก ดังนั้น ในการตรวจสอบคำศัพท์  นักวิชาการจะตรวจดูว่า คำศัพท์นั้นๆ ในทางปรัชญามีการใช้อย่างไร

ในทางปรัชญาตะวันตกนั้น มีคำศัพท์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่ว่า จริงนั้นมีอยู่ 5 คำคือ
  • ข้อเท็จจริง (fact)
  • ความจริง (truth)
  • ความเป็นจริง (reality)
  • ความจริงขั้นสุดท้าย (ultimate truth)
  • ความเป็นจริงสูงสุด (ultimate reality)
ในทางศาสนาพุทธ คำศัพท์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่ว่า  จริงนั้นมีคำเดียวคือ สัจจะคำทั้ง 6 คำดังกล่าว มีความเป็นมา สถานภาพ และความหมายที่ต่างกัน ดังนี้

คำที่เกี่ยวกับ จริงในปรัชญาตะวันตกเมื่อเปรียบเทียบกับความหมายหรือข้อความที่ตรงกันกับข้อความของพุทธเถรวาทมี 4 คำ คือ
  • ข้อเท็จจริง (fact)
  • ความจริง (truth)
  • ความเป็นจริง (reality)
  • ความเป็นจริงสูงสุด (ultimate reality)
ส่วนคำว่า ความจริงขั้นสุดท้าย (ultimate truth) นั้น ไม่มีข้อความใดของพุทธเถรวาทตรงกับความหมายนี้ ดังที่จะได้อธิบายต่อไป

1) ข้อเท็จจริง (fact)
พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า  ข้อเท็จจริงหมายถึง
  • ปรากฏการณ์ของแต่ละสิ่งที่เกิดขึ้น
  • ความจริงที่ประจักษ์ชัด
  • เหตุการณ์ที่เป็นจริง
จากความหมายของคำว่า ข้อเท็จจริง (fact) ” จะเห็นว่า คำนี้ความหมายง่ายๆ ไม่สลับ ซับซ้อนอะไร เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมา ก็เป็นข้อเท็จจริง (fact) ของเหตุการณ์นั้นๆ

2) ความจริง (truth)
พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า ความจริง หมายถึง คุณสมบัติของข้อความที่มีลักษณะพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่ปรากฏในทฤษฎีความจริงที่สำคัญ 3 ทฤษฎีต่อไปนี้
  • ทฤษฎีความจริงแบบสหนัย (coherence theory of truth) ทฤษฎีความจริงแบบนี้ ถือว่า ข้อความใดจะจัดได้ว่าจริง ข้อความนั้นต้องสอดคล้องกับข้อความอื่นๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกัน
  • 2) ทฤษฎีความจริงแบบสมนัย (correspondence theory of truth) ทฤษฎีความจริงแบบนี้ ถือว่า ข้อความที่จัดว่าจริง คือ ข้อความที่มีความตรงกันกับข้อเท็จจริง
  • 3) ทฤษฎีความจริงแบบปฏิบัตินิยม (pragmatic theory of truth) ทฤษฎีความจริงแบบนี้ ถือว่า ข้อความใดที่นำไปใช้ได้ผลจริงตามที่คาดหมาย ข้อความนั้นถือว่าจริง
โดยสรุป ความจริงในวิชาปรัชญาทั้ง 3 ทฤษฎีข้างต้น เน้นไปที่ ข้อความซึ่งก็หมายถึง ข้อความในภาษานั่นเอง 

ตรงนี้ขอให้ทำความเข้าใจกันให้ดี ความจริง (truth)” หมายถึง ข้อความหรือคำบอกเล่าเท่านั้น

ตอนนี้ เรามาทำความเข้าใจกันระหว่างข้อเท็จจริง (fact) กับ ความจริง (truth)” เสียก่อน 

ในช่วงที่กำลังปรับปรุงบทความชิ้นนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงกำลังประท้วงรัฐบาลอยู่ที่กรุงเทพฯ มีการล้อมทำเนียบรัฐบาลด้วย เช่นเดียวกันกับการกระทำของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ทำมาเมื่อปี พ.ศ. 2551

เหตุการณ์คนเสื้อแดงล้อมทำเนียบนั้นเป็น ข้อเท็จจริง (fact) แต่ถ้าเมื่อใด มีคนนำ ข้อเท็จจริง (fact) ดังกล่าวไปเล่า หรือไปเขียน หรือไปทำข่าว ฯลฯ ข้อความ/คำบอกเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น จะกลายเป็น ความจริง (truth)” ขึ้นมาทันที

ถ้ามีวาทกรรมการเล่าเหตุการณ์นั้น หลายๆ คน หลายๆ แหล่งข่าว ความจริง (truth) ของเหตุการณ์คนเสื้อแดงล้อมทำเนียบก็อาจจะไม่ตรงกันได้  ซึ่งความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น ขึ้นกับว่า เราไปอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ไปดูข่าวของโทรทัศน์ หรือทีวีช่องใด

อย่างนี้ในทางรัฐศาสตร์มีคำกล่าวที่ว่า ความจริงทางการเมืองนั้น มีหลายชุด[1]

3) ความเป็นจริง (reality)

พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ 2 ประการ ดังนี้
  • ความเป็นจริง คือ ภาวะที่มีอยู่จริง ภาวะที่เป็นอย่างนั้นแน่แท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น
  • คือ สิ่งที่มีอยู่จริง เป็นอยู่จริง ซึ่งอาจรู้ได้ หรือไม่อาจรู้ได้ทางประสาทสัมผัส
จากความหมายของ ความเป็นจริง (reality)” จะเห็นว่า นักปรัชญาตะวันตกเชื่อว่า มีสภาวะความเป็นจริงอยู่หลังปรากฏการณ์ที่มนุษย์สัมผัสรับรู้ได้ แต่สภาวะความเป็นจริงนั้น ประสาทสัมผัสของมนุษย์อาจจะสัมผัสได้หรือไม่ได้ก็ไม่แน่ใจ

ถ้าสัมผัสได้ก็แสดงว่า มนุษย์สามารถรู้ถึงความเป็นจริง (reality) ได้  แต่ถ้าสัมผัสไม่ได้ ก็แสดงว่า มนุษย์ไม่สามารถรู้ถึงความเป็นจริง (reality) ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องประสาทสัมผัส จะเริ่มเห็นร่องรอยของความแตกต่างระหว่างศาสตร์ตะวันตกกับศาสนาพุทธแล้ว  ประสาทสัมผัสของศาสตร์ตะวันตกมีเพียง 5 ประการ คือ หู ตา จมูก ลิ้น และ กาย  แต่ประสาทสัมผัสของศาสนาพุทธ มี 6 ประการ คือ เพิ่ม ใจเข้าไป

ในขณะที่ศาสตร์ตะวันตก ไม่แน่ใจว่า จะรู้ถึงความเป็นจริง (reality) ได้หรือไม่  แต่ศาสนาพุทธยืนยันว่า ในการปฏิบัติธรรม พุทธศาสนิกชนผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าไปรับรู้ ความเป็นจริง (reality) ได้

...........................................
อ้างอิง
[1] ในกรณีที่สนใจความจริงทางการเมืองนี้ อาจจะอ่านดุษฎีนิพนธ์ในระดับปริญญาเอกของผมก็ได้ ชื่อ ความจริงกับการใช้เหตุผลในคำอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์” ที่หอสมุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...




ความจริงกับสัจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ในบทความชุดนี้ ผมต้องการจะเขียนถึง “ความจริง” ของศาสตร์ตะวันตกกับสัจจะของศาสนาพุทธเถรวาทในประเทศไทย

คำว่า ศาสตร์ตะวันตกดังกล่าว หมายถึง วิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตัน ฟิสิกส์ใหม่ และปรัชญาตะวันตกด้วย

ในการติดตามรายการหนังสือที่ออกใหม่ตามร้านหนังสือต่างๆ มาในระยะปีสองปีนี้  จะพบว่ามีหนังสือกระแสหนึ่ง กำลังได้รับความนิยม คือ หนังสือที่พยามยามประกาศว่า หลักธรรมของศาสนาพุทธกับองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์ว่า เป็นสิ่งเดียวกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีสัมพัทธภาพของฟิสิกส์ใหม่

โดยจะอ้างว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบกับ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคฟิสิกส์ใหม่ค้นพบนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน โดยชื่อหนังสือมักจะออกในแนวที่ว่า

ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ
ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น

รวมทั้งหนังสืออีกหลายเล่ม ที่ชื่อของหนังสือไม่ได้สื่อความหมายออกมาในแนวนี้อย่างชัดเจน แต่เนื้อหาในหนังสือก็มีความหมายไปในทำนองที่ว่านี้

ถึงแม้ว่าหนังสือจำพวกดังกล่าวนั้น  จะตั้งชื่อและบทนำที่ให้ความหมายว่า ความจริงของวิทยาศาสตร์กับความจริงของศาสนาพุทธเป็นสิ่งเดียวกัน

แต่เมื่ออ่านเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว และอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วพบว่า  เนื้อในของหนังสือมักจะอธิบายวกวนสับสนไปมา

โดยเฉพาะหนังสือทั้ง 2 เล่มที่ผมเอ่ยชื่อไปข้างต้นนั้น  ผู้เขียนทั้ง 2 คนดังกล่าว มีความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนาพุทธผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง จนเชื่อถือเอาไม่ได้เลยทีเดียว

เหตุผลประการหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นอย่างมากก็คือ  ทฤษฎีของฟิสิกส์ใหม่ที่ช่วยกันโค่นกลศาสตร์แบบนิวตัน (Newtonian Mechanics) ลงไปได้มี 2 ทฤษฎีหลักคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ(Theory of Relativity) กับ กลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics)

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ก็ประกอบด้วย 2 ทฤษฎีย่อยคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

ผู้เขียนหนังสือทั้ง 2 เล่ม ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว ไม่เคยเอ่ยถึงกลศาสตร์ควอนตัม  ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ในโลกนี้ กลศาสตร์ควอนตัมส่งผลต่อมนุษย์มากกว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ เพราะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ของจักรวาลนอกโลกเสียมากกว่า

เมื่อมีกระแสนำเอาฟิสิกส์ใหม่มาสับสนปะปนกับพุทธธรรมมากๆ เข้า ก็มีอาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในเมืองไทย พยายามออกมาบอกว่า ความจริงทางวิทยาศาสตร์กับสัจจะของศาสนาพุทธมันเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ควรนำมาโยงหรือผูกเข้าด้วยกันว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

ผู้คนจำนวนมากกลับไม่เชื่อถือนักวิชาการ ซึ่งที่เรียนวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังจนถึงระดับปริญญาเอก อาชีพก็เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และก็สอนวิทยาศาสตร์ด้วย แต่กลับไปให้ความเชื่อถือกับหนังสือเหล่านั้น ที่คนแต่งไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์แต่ประการใด

นั่นก็เป็นตัวชี้วัด ระดับความรู้ของประชาชนคนไทยได้ดีประการหนึ่ง

ในประเด็นนี้ ผมเองเห็นด้วยกับนักวิชาการเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ผมเห็นว่า ความจริงของวิทยาศาสตร์ก็อย่างหนึ่ง สัจจะของศาสนาพุทธเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีสิ่งที่เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการศึกษา วัตถุประสงค์ของการศึกษา และความจริงที่ค้นพบ ฯลฯ

ถึงแม้พระพุทธเจ้าต้องการค้นพบความจริงทางธรรมชาติเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้น ไม่ได้เป็นความจริงทางธรรมชาติอันเดียวกันกับความจริงทางธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า

นอกจากนั้นแล้ว ในปัจจุบันนี้ ความรู้ทางฟิสิกส์ใหม่ได้ก้าวหน้าไปมาก จนมีหนังสือในชื่อเรื่องที่ว่า “Beyond Einstein” [เหนือมิติที่สี่ของไอน์สไตน์] ซึ่งหมายถึงว่า องค์ความรู้ใหม่ทำให้ความรู้ที่ได้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กำลังจะกลายเป็นความจริงเฉพาะที่อีกแล้ว คือเดินซ้ำรอยตามวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตัน

ธรรมชาติความจริงของทางวิทยาศาสตร์นั้น มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ  มีกฎและทฤษฎีที่โค่นของเก่าอยู่ตลอดมา 

การที่พุทธวิชาการนำพุทธธรรมไปเกี่ยวโยงกับฟิสิกส์ใหม่ว่า เป็นอย่างเดียวกัน  เมื่อความจริงทางฟิสิกส์เปลี่ยนไปอีก พุทธวิชาการที่เอาสัจจะของศาสนาพุทธไปผูกไว้กับความจริงของฟิสิกส์ใหม่จะทำอย่างไร

ลักษณะเช่นนี้ เคยเกิดมาแล้วกับพุทธวิชาการที่เอาสัจจะของศาสนาพุทธไปผูกไว้วิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตัน 

พุทธวิชาการกลุ่มนี้ตีความพระไตรปิฎกแบบชาติเดียว เพราะเชื่อไปตามวิทยาศาสตร์แบบนิวตันว่า มนุษย์เกิดมาชาติเดียวเท่านั้น ชาติหน้าชาติอื่นไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี เพราะขาดความเป็นเหตุเป็นผล (Irrationality)

เมื่อฟิสิกส์ใหม่โค่นล้มวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันจนตกเวทีไปแล้ว จะเห็นได้ว่า พุทธวิชาการทาสวิทยาศาสตร์ตกยุคกลุ่มนี้ ทำอะไรไม่ถูก ไม่มีหนังสือใหม่ๆ ในทำนองที่เปรียบเทียบศาสนาพุทธกับฟิสิกส์ใหม่ออกมา

เรียกว่า ไม่กล้าเขียนหนังสือทำนองนี้ออกมาอีก  ทั้งๆ ที่ควรจะออกมาเขียนว่า ตนเองเข้าใจผิดไปอย่างไร การกระทำอย่างนั้น ถึงจะกล่าวได้ว่า เป็นนักวิชาการแท้ ไม่ใช่นักวิชาการอีแอบ

ในขณะที่พุทธวิชาการรุ่นใหม่เปรียบเทียบทฤษฎีใหม่ๆ ทางฟิสิกส์กับพระไตรปิฎกอย่างสนุกสนาน แต่พุทธวิชาการกลุ่มที่ว่านี้ ไม่พยายามจะเขียนถึงฟิสิกส์ใหม่เลย

มีพุทธวิชาการตกยุคบางคนเขียนถึงทฤษฎีของไอน์สไตน์บ้างเหมือนกัน แต่เขียนถึงเพียงแต่ว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง โดยไม่กล่าวถึงเรื่องคำอธิบายเกี่ยวกับเวลาที่ไม่เท่ากันของไอน์สไตน์แม้แต่น้อย

เนื่องจากตนเองนั้น ได้ไปสมาทานวิทยาศาสตร์เก่ามาเนิ่นนาน และได้ปฏิเสธว่า นรกสวรรค์ไม่มีเพราะพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เก่า พร้อมกันนั้นก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนความคิดไปตามฟิสิกส์ใหม่

ที่ไม่กล้าเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับเวลาที่ไม่เท่ากันของไอน์สไตน์นั้นก็เป็นเพราะว่า จะไปสนับสนุนเรื่อง นรก สวรรค์ รูปพรหม และอรูปพรหม เป็นต้น

การที่เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ได้รับความเชื่อถือในยุคของวิทยาศาสตร์ตกยุคแบบนิวตัน ก็เป็นเพราะว่า เชื่อกันผิดๆ ว่า เวลาคงที่ตลอดทั้งจักรวาล

หนทางที่ดีที่สุดสำหรับพุทธวิชาการกลุ่มนี้คือ หันไปเขียนหนังสือในแนวอื่น ไม่กล้าที่จะเขียนหนังสือเปรียบเทียบพุทธกับวิทยาศาสตร์อีกเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปซะ

ในบทความนี้ จะเสนอว่า ความจริงของศาสตร์ตะวันตกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเปรียบเทียบความจริงของศาสตร์ตะวันตกกับศาสนาพุทธแล้ว ตรงกัน คล้ายกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร

หลังจากนั้นจึงจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ความจริงของศาสตร์ตะวันตกมีลักษณะเป็นเช่นและสัจจะของศาสนาพุทธมีลักษณะเป็นเช่นไร...
................................................................................